Home iPhone รีวิว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus โดย Engadget

รีวิว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus โดย Engadget

170
0
SHARE
รีวิว iPhone 8 iPhone 8 Plus review

Apple เริ่มวางจำหน่าย iPhone 8 และ iPhone 8 Plus สองไอโฟนรุ่นใหม่ปีนี้ในต่างประเทศแล้ว รีวิวต่างๆก็เริ่มออกมาเรียบร้อยแล้ว หยิบของทาง Engadget รีวิวไอโฟนสองรุ่นนี้มาฝากกัน ทาง Engadget มองว่าเทรนด์มือถือ ที่คนทั่วโลกต้องการนั่นก็คือ หน้าจอที่แจ่มชัด ขนาดใหญ่ ขอบบาง เพื่อเพิ่มพื้นทีการใช้ในมากขึ้น ในขนาดที่ขนาดไม่ใหญ่เกิดไป ซึ่งแอปเปิลก็พยายาม ก้าวตามวงการสมาร์ทโฟน ด้วยการคิดค้นและพัฒนา iPhone X ออกมา แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านมาเป็น สมาร์ทโฟนยุคใหม่นั้น ทำให้กำลังการผลิตเป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ยังไม่สามารถทำได้ ดังนั้น Apple จึงต้องออกไอโฟนรุ่นใหม่ ที่พัฒนาต่อยอดจาก iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ออกมาขัดตาทัพไปก่อน จึงเป็นที่มาของการออก iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ด้วยในปีนี้

รีวิว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus

รีวิว iPhone 8
สรุป รีวิว iPhone 8

สรุปรวม iPhone 8

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่แม้จะไซส์เล็กแต่ก็เป็น เล็กพริกขี้หนู  เพราะ เปี่ยมประสิทธิภาพที่สุด ผลทดสอบประสิทธิภาพนั้น ทำคะแนนนำ iPhone 8 Plus และ iPhone X และนำเหนือ แอนดรอยด์โฟน ทั้งหลายในท้องตลาด ด้วยโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ A11 Bionic ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเล่นแอพ เกม หรือแอพ AR แล้วจะมีสะดุด หรือไม่ไหลลื่น

ส่วนกล้องแม้จะละเอียด 12 MP เท่าเดิมแต่ก็ปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นกว่า iPhone 7 จุดเด่นหลักของรุ่นนี้อีกอย่างก็คือบอดีกระจกเพื่อรองรับการชาร์จไฟไร้สาย แต่ที่น่าติงก็คือ แอปเปิลน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์บ้างจากที่อิงจากดีไซน์เดิมนี้มาตั้งแต่ iPhone 6

จุดด้อยของไอโฟนรุ่นนี้ก็คือ แม้จะกันน้ำ แต่ก็กันน้ำได้น้อยกว่า สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่น และไม่มีกล้องเลนส์คู่ แบบที่มีใน iPhone 8 Plus ไอโฟนรุ่นนี้คงเหมาะกับคนยังชอบรูปลักษณ์แบบนี้ กับประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น

สรุปรวม iPhone 8 Plus

พื้นฐานสเปคเดียวกับ iPhone 8 แต่ก็เพิ่มฟีเจอร์มากขึ้น อย่างเช่น หน้าจอที่ใหญ่สะใจ กล้องหลังแบบเลนส์คู่ และแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่า ทำให้ใช้งานได้ยาวนานมาก แต่ก็แลกกับขนาดใหญ่ที่ใหญ่ นั้นทำให้จับไม่ค่อยถนัดมือ และการเปลี่ยนบอดี้มาเป็นกระจกทำให้หนาขึ้นเล็กน้อย และหนักขึ้น ยิ่งทำให้ iPhone 8 Plus เริ่มอ้วนเทอะทะ กว่ารุ่นอื่นๆ

ฮาร์ดแวร์

ถ้าเทียบระหว่าง iPhone X กับ iPhone 8 และ 8 Plus สองรุ่นหลังนี้ดูหมองไปเลย ไม่ใช่เพราะว่าหน้าตาดีไซน์ไม่สวย แต่มันเป็นดีไซน์เดิมๆ ที่ใช้มาตั้งแต่ iPhone 6 เมื่อ 3 ปีที่แล้วต่างหาก ขอบหนา, กล้องนูนปูด, ตัวเครื่องโค้งมน, ตำแหน่งปุ่มต่างๆ เหมือนเดิม เรียกว่าใช้รุ่นเก่า รุ่นใหม่มองเผินๆ แยกไม่ค่อยออก ยิ่งใส่ในเคส ซึ่งแน่นอนว่า ลูกค้าต้องการรูปลักษณ์ ในเมื่อต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น

แม้จะดีไซน์เดิม แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ อย่างแรกก็คือสี ที่ปรับเหลือ 3 สี คือเงิน, เทาดำ , และสีทอง ที่เฉดสีทองแตกต่างจากรุ่นเดิม และตัวบอดี้เป็นเปลี่ยนกระจก เพื่อรองรับการชาร์จไฟไร้สายซึ่ง Apple อวดว่า เป็นกระจกที่ทนทานที่สุดที่เคยใช้ในสมาร์ทโฟน จากการทดสอบการใช้งานทั่วไปก็พบว่า รอยต่างๆ มีน้อยกว่า iPhone 7 Jet Black

ข้อดีของบอดี้กระจกอีกอย่างก็คือ สัญญาณวิทยุจะส่งสัญญาณได้ดีกว่า วัสดุที่เป็นโลหะ ดังนั้นแถบสัญญาณที่อยู่ตามขอบของตัวเครื่องแบบ iPhone 7 นั้นก็จะไม่มีแล้วใน iPhone 8 นี้ ถ้ามองดูจากด้านหลังเครื่องนั้น ก็จะรู้สึกว่า มันดูดีสะอาดตา กว่ารุ่นก่อน ๆ ให้ความสวยงามอีกแบบ แต่ด้วยวัสดุ กระจกก็ทำให้ลื่นกว่าเดิม มีโอกาสจะไหลไปมา

ความแตกต่างระหว่างวัสดุอะลูมีเนียม ที่ใช้ในรุ่นเก่า และวัสดุกระจกที่ใช้ในรุ่นใหม่นั้น ก็คือความหนาที่เพิ่มขึ้น และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แม้จะน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นไม่มาก สำหรับ iPhone 8 ที่เป็นไอโฟนรุ่นเล็กน้นอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาถ้าถือใช้เป็นเวลานาน แต่สำหรับ iPhone 8 Plus ที่ค่อนข้างใหญ่เกินมืออยู่แล้ว ขนาด และน้ำหนัก แม้จะเพิ่มขึ้นไม่มาก ถ้าใช้ไปนาน ๆ ก็ทำให้รู้สึก เมื่อยมือเอาได้ เทียบกับสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ ใกล้เคียงกัน อย่าง Galaxy S8 Plus และ LG V30 ให้ความรู้สึกดีกว่า

จุดดีอีกอย่างคือ ความจุเริ่มต้น คือ 64 GB แล้ว แต่ก็กระโดดไป 256 GB เลยไม่มีรุ่นกลาง ซึ่งน่าจะเพียงพอ สำหรับการใช้เก็บรูป และวิดีโอ ที่มีคุณภาพมากขึ้น ที่แลกกับขนาดไฟล์ที่ใหญ่ขึ้น

หน้าจอและลำโพง

หน้าจอ iPhone 8 นั้นมีขนาด 4.7 นิ้วเป็นแบบ IPS LCD ความละเอียด 1,334 x 750 ขณะที่ iPhone 8 Plus หน้าจอ 5.5 นิ้วแบบ IPS LCD ความละเอียด HD 1080p ซึ่งนั่นก็แปลกว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าจอจาก iPhone 7 และ iPhone 7 Plus เลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรใหม่ Apple หยิบเทคโนโลยี True tone display มาใส่ให้กับ ไอโฟนรุ่นใหม่ทั้ง 2 นี้โดยใช้เซ็นเซอร์ Ambient light ในการปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอ ให้เข้ากับ สภาวะแสงปัจจุบัน เพื่อให้สีขาว และสีต่างๆ นั้นมีความสมดุล ไม่ว่าจะดูอยู่ที่ไหน และช่วยให้มองหน้าจอได้สบายตากว่าเดิม

ส่วนของเสียงนั้น มีการเปลี่ยนแปลง ที่รู้สึกได้ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus เสียงดังขึ้น ด้วย ลำโพงสเตริโอ ที่ดังขึ้น 25% เพียงปรับเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ก็ฟังได้ชัดเจนแล้ว

กล้อง

ทั้งสองรุ่นยังใช้กล้อง 12 MP เท่าเดิม แต่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้เร็วขึ้น และ Apple ระบุว่า มีพิกเซลที่ลึกขึ้น (เพื่อความคมชัด และสีที่แม่นยำ) ซึ่งจากการทดสอบนั้น ก็พบว่า Apple ไม่ได้โม้ คุณภาพจากกล้องนั้น สีสันและรายละเอียดดีขึ้นเทียบจาก iPhone 7 Plus สำหรับการใช้ถ่ายรูปด้วยแสงธรรมชาตินั้น iPhone 8 และ iPhone 8 Plus เก็บรายละเอียดของภาพได้ดีกว่า Samsung Galaxy Note 8 ความแตกต่างส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของรายละเอียดยิบย่อย

อย่างเช่น iPhone 8 และ 8 Plus นั้นจะให้ภาพที่เหมือนจริง แต่ภาพจาก Note 8 นั้นจะดูสว่าง และดูดีกว่าของจริง และ แอปเปิลตั้งให้เปิดโหมด HDR ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็สามารถปิดได้ถ้าต้องการ ในสภาวะแสงน้อยนั้น ภาพที่ถ่ายจาก Note 8 นั้นจะมีความสว่างกว่าง แม้ไม่ใช้แฟลช แต่ Apple ก็แก้เกมด้วย การใช้ไฟแฟลชที่มี 4 ตัวด้วยกัน ที่จะสาดแฟลชหลังจากให้รับแสงนานขึ้น ซึ่งผลที่ได้ก็ช่วยให้ภาพดีขึ้นในที่แสงนั้น แต่กล้องของซัมซุงก็ให้คุณภาพที่ยอดเยี่ยม ส่วนกล้องของแอปเปิลก็ให้คุณภาพที่ดี จุดที่น่าติติงที่สุดก็คือ กล้องระยะไกล (telephoto camera) ของ iPhone 8 Plus นั้นให้คุณภาพที่แย่ลง เมื่อถ่ายในที่แสงน้อย เพราะมีรูรับแสง f/2.8 เทียบกับที่ กล้องเลนส์มุมกว้าง (wide camera) ที่รูรับแสงเพียง f/1.8

โหมด Portrait ถ่ายภาพบุคลลแบบหน้าชัดหลังเบลอ ก็ยังเป็นฟีเจอร์เด่นสำหรับกล้อง iPhone 8 Plus และ
ให้คุณภาพที่มากกว่า กล้องรุ่นที่แล้ว กล้องรุ่นใหม่จับวัตถุด้านหน้าได้ชัดเจนมากขึ้น ในขณะที่ฉากหลังละลายมากกว่าเดิม และจุดอ่อนจากกล้องรุ่นที่แล้ว เมื่อใช้โหมดนี้ กับที่มืด สำหรับรุ่นนี้ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น และสามารถใช้แฟลชเข้าช่วยได้

ส่วนของเล่นใหม่อย่าง Portrait Lighting ที่จะมีให้เฉพาะกับ iPhone X และ iPhone 8 Plus เท่านั้น จากการทดสอบพบว่า ยังต้องการปรับปรุงอยู่ และไม่แปลกใจที่แอปเปิลยังคงสถานะเบต้าไว้ก่อน เพราะยังให้ปรับค่าแสง ผิดเพี้ยน และออกไปในการทำให้คุณภาพของภาพแย่ลง

ตัวอย่างวิดีโอ 4K @ 60fps (อย่าลืมปรับค่าให้เป็น 4K)

ส่วนวิดีโอนั้น จุดเด่นก็คือ การถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที และถ่ายภาพสโลว์โมชัน ที่ 240 fps ที่ 1080p ซึ่งทั้งสองนั้นก็ให้คุณภาพที่ดี และตอนนี้มีเพียง iPhone รุ่นใหม่เท่านั้นที่สามารถ ถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที เป็นจุดแข็งนำเหนือคู่แข่ง

ประสิทธิภาพ และแบตเตอรี่

งานนี้ไม่พระเอกก็คือโปรเซสเซอร์ A11 Bionic ที่มีถึง 6 คอร์ ทำให้ iPhone 8 และ 8 Plus ทำงานได้ไหลลื่นดีมาก แต่ถ้าขยับมาจาก iPhone 7 หรือ 7 Plus ก็อย่างเพิ่งคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะระบบจะเร่งประสิทธิภาพตามการใช้งาน ดังนั้นถ้า แค่ปรับหน้าจอไปมา เปิดแอพนู่นนี่นั่น ก็จะไม่เห็นความต่าง

แต่ถ้าเล่นเกมกราฟฟิคสูงๆ หรือใช้แอพหลายๆ ตัวพร้อมกัน A11 จะเริ่มปรับไปใช้ 2 คอร์ที่ประสิทธิภาพสูงสุด แทนที่ 4 คอร์ที่ประสิทธิภาพรองลงมา จะเห็นถึงความเร็ว และประสิทธิภาพได้ชัดเจน และ iPhone 8 Plus ดูจะทำงานหนักหน่วงได้มากกว่า เพราะมีแรมถึง 3 GBส่วน iPhone 8 มีแค่ 2 GB เท่านั้น ซึ่งถ้าอยากทดสอบประสิทธิภาพดู ก็ลองเปิดแอพพลิเคชันAR ทั้งหลาย เพราะต้องใช้การประมวลผลสูงสำหรับแอพเหล่านี้

เทียบประสิทธิภาพกับไอโฟนรุ่นก่อน

แม้ Apple จะลดขนาดของแบตเตอรี่ ของ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ลง ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่าแบตจะหมดไวไหม จากการทดสอบก็พบว่า แทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน จะมีบางการทดสอบที่ รุ่นใหม่แบตหมดก่อน แต่ก็ต่างกันไม่กี่นาที และก็มีบางการทดสอบที่รุ่นใหม่แบตหมดช้ากว่า สรุปแล้วนั้น iPhone 8 สามารถใช้งานได้ทั้งวัน กลับไปชาร์จตอนก่อนนอนทัน สำหรับ iPhone 8 Plus นั้น สามารถใช้งานได้ วันครึ่งเลย และไม่ใช้งานหนักหน่วงเผลอๆ ได้สองวันเต็ม

ที่น่าผิดหวังก็คือ แอปเปิลไม่ใส่อุปกรณ์ชาร์จไฟเร็วมาให้ แต่ก็ยังดีที่ ทั้งสองรุ่นรองรับการชาร์จไฟไร้สาย ที่เป็นมาตราฐานสากล (Qi) และใครที่กังวลว่าใส่เคสจะทำให้ชาร์จไฟไร้สายไม่ติด หรือช้า จากการทดลองก็ไม่พบปัญหาใดๆ

สรุปส่งท้าย

ตอนแรกก่อนทดสอบ ก็คิดว่าคงไม่ต่างจาก iPhone 7 และ iPhone 7 Plus อะไรมากนัก แต่เมื่อได้ทดสอบแล้ว ก็รู้ว่าคิดผิด ตัดเรื่องดีไซน์ที่แสนน่าเบื่อ (แต่ไม่เชย) ออกไปนั้น  iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ก็มีการปรับปรุงใหญ่หลายอย่าง ทั้งกล้องที่ดีขึ้น, ความจุมากขึ้น, iOS 11 ที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพที่นำเหนือคู่แข่ง ถ้าไม่เทียบกับดีไซน์อันโดดเด่นของ iPhone X แล้ว สองรุ่นนี้ก็ถือเป็นไอโฟนรุ่นที่เจ๋งมากทีเดียว