Home iPhone 10 ปีผ่านไป นับตั้งแต่ iPhone รุ่นแรก จนมาถึง iPhone X มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะ ?

10 ปีผ่านไป นับตั้งแต่ iPhone รุ่นแรก จนมาถึง iPhone X มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะ ?

85
0
SHARE

ไอโฟนเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วในปี 2007 ณ ตอนนั้น ทุกคนครหา ว่า Apple iPhone จะขายไม่ได้แต่สุดท้าย สตีฟ จอบส์ และ Apple ก็แสดงให้ทั่วโลกได้ประจักษ์กับ ไอโฟน ที่เปลี่ยนยุคของสมาร์ทโฟนใหม่ด้วยการรวม 3 ฟังก์ชันหลัก ยอดนิยมในขณะนั้นก็คือ โทรศัพท์, เครื่องเล่นเพลง และบราวเซอร์อินเทอร์เน็ตรวมไว้ในเครื่องเดียว หลังจากนั้น Apple ก็เป็นผู้นำนวัตกรรมหลายๆอย่าง สำหรับวงการมือถือ และสมาร์ทโฟนในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ เราก็จะได้ เห็น iPhone X ไอโฟนรุ่นใหม่ของปีนี้ ที่ออกแบบเมื่อฉลองครบรอบ 10 ปีแต่ก่อนหน้านั้น เรามาย้อนอดีตวันวาน ดูการเปลี่ยนแปลงของ iPhone แต่ละรุ่น ไล่เรียงตั้งแต่ iPhone รุ่นแรก (2G) มาจนถึง iPhone X กันดีกว่า

 

iPhone (2007)

ไอโฟนรุ่นแรก มาด้วยรูปลักษณ์ที่อิงจาก ไอพอด เครื่องเล่นเพลง mp3 ที่เป็นที่นิยมมาในยุคนั้น ตัวเครื่องมาแนวโค้งมน ใช้วัสดุเป็นอะลูมีเนียม ซึ่งเป็นรอยขีดข่วนง่ายมาก ๆ Apple ออกมาเป็น two tone คือสีเงินและสีดำ ยุคนั้นมือถือที่ครองตลาดคือ Nokia และ BlackBerry ที่ยังเน้นใช้ปุ่มกดเป็นหลัก แต่ iPhone มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัส3.5 นิ้ว  มีปุ่มใช้งานเพียงไม่กี่ปุ่ม ปุ่มหลักคือปุ่ม Home เท่านั้น และยังรองรับเพียง 2G มีความจุ 4GB และ 8 GB จุดเด่นของไอโฟนรุ่นนี้คือ Safari browser ที่เล่นเน็ตได้ไม่ต่างจาก เล่นผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากในยุคนั้น

iPhone 3G (2008)

iPhone 2G ขายดีเป็นพลุแตกแล้ว Apple ก็รีบพัฒนาไอโฟนรุ่นต่อมา ในช่วงต้นปี 2008  ซึ่งห่างจากรุ่นแรกเพียง 9 เดือนเท่านั้น โดยอุดจุดด้อยของไอโฟนรุ่นแรกทั้งหลาย โดยเพิ่มการเชื่อมต่อสัญญาณ 3G และเพิ่ม App Store และเปิดทางให้นักพัฒนาได้พัฒนาแอพพลิเคชัน ส่งเข้า App Store โดยมี 500 แอพ เมื่อตอนเปิดตัว

Apple เปลี่ยนวัสดุที่ใช้สำหรับ iPhone 3G ด้วยพลาสติกโพลีคาร์บอเนต ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน และรับสัญญาณได้ดีกว่า  อะลูมีเนียม แต่ก็ยังเป็นรอยง่ายอยู่ดี ทำออกมาสองสี คือสีขาว และสีดำ ฟีเจอร์หลักของไอโฟนรุ่นนี้คือ  มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เป็นครั้งแรก และเพิ่ม GPS ในตัว ส่วน หน้าจอ และกล้อง เหมือนเดิม

iPhone 3GS (2009)

Apple เริ่มใช้ “S” ลงท้ายกับชื่อไอโฟนเป็นครั้งแรก เพื่อสื่อถึง การอัพเกรดสเปคภายใน แต่ดีไซน์เดิม iPhone 3GS ปรับปรุงซีพียูเพิ่มแรมอีกเท่าตัว  ทำให้ความเร็วให้ทำงานได้เร็วขึ้นจาก iPhone 3G เป็นเท่าตัว ส่วนหน้าตานั้นเหมือนเดิม บอดี้เป็นพลาสติก ด้านหน้าขอบเคลือบเงา (ที่ลอกง่ายมาก) กล้องอัพเกรดเป็น 3MP พร้อม auto focus และถ่ายวิดีโอได้ เป็นครั้งแรก เพิ่มเข็มทิศดิจิตอลเท่ามา ส่วนซอฟต์แวร์เพิ่ม VoiceOver (ปู่ทวดของ Siri) ส่วนหน้าจอ 3.5 นิ้วเท่าเดิม

iPhone 4 (2010)

การเปลี่ยนจริงจังด้านรูปลักษณ์ ก็มาอยู่ที่ iPhone 4 ที่สตีฟ จอบส์ อุตส่าห์คิดว่าทั่วโลกต้องตะลึงในดีไซน์ใหม่ แต่ก็ต้องเสียหน้า เพราะว่า วิศวกรของแอปเปิล ดันทำ iPhone 4 รุ่นต้นแบบ หล่นในผับแห่งหนึ่ง จนมีคนเอาไปขายต่อ Engadget และได้นำมาเผยแพร่ รายงานข้อมูลของเครื่องอย่างหมดเปลือก เรียกว่าเป็นปีที่ข้อมูลรั่วไหลแบบ ไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ส

ดีไซน์ใหม่ของ iPhone 4 คือออกแบบมาในแนวเหลี่ยม แบนมากขึ้น แต่ส่วนขอบยังโค้งมนอยู่ บอดี้เปลี่ยนมาใช้กระจกทั้งด้านหน้าและหลัง ใช้โครงสแตนเลสยืดแกนกลาง ซึ่งด้วยความที่แอปเปิล ป้องกันเครื่องต้นแบบหลุดออกมาสู่สาธาณะแบบสุดโต่ง ด้วยการใส่เคสพลาสติกครอบตัวเครื่องไว้ ทำให้เกิดปัญหา Antennagate คือสัญญาณหดหาย หรือสัญญาณมือถือแกว่งได้ง่ายๆ จนสุดท้าย Apple ต้องแจก bumper ออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และปรับเปลี่ยนภายในเป็นการด่วน จนรุ่นหลังปัญญาน้อยลงจนยอมรับได้

นอกจากนี้ iPhone 4  ยังเป็นรุ่นแรกที่เป็นหน้าจอ Retina Display (960 x 540) กล้องอัพเป็น 5 MP พร้อมไฟแฟลช และมีกล้องหน้าเป็นครั้งแรก เพื่อใช้กับ FaceTime กับ iOS 4 ตัวเครื่องมีประสิทธิภาพแรง ด้วย A4 และ RAM 512 MB

iPhone 4S (2011)

Apple พัฒนา iPhone 4S โดยเน้นแก้ปัญหา Antennagate ด้วยการเพิ่มแถมสัญญาณมือถือ ที่ด้านขอบเครื่อง และ Steve Jobs เรื่องวางมือ ให้ Tim Cook มาเปิดงานแทน และเป็นปีสุดท้ายของ Steve Jobs สำหรับ 4S ก็เน้นไปที่การอัพสเปคให้ทำงานได้ดีขึ้น ด้วยซีพียู A5 แบบ dual core RAM 512 MB เท่าเดิม กล้องอัพเพิ่งเป็น 8 MP อัพวิดีโอได้ 1080p เพิ่มความจุให้มากขึ้น ด้วยรุ่น 64 GB  ปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มใช้บริการ iCloud และ  iMessages รวมไปถึง Siri เรียกว่าเน้นไปที่ส่วนของบริการ

iPhone 5 (2012)

ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนมาใช้บอดี้อะลูมีเนียม ที่ตกไม่แตกเหมือน กระจก และทำให้มีน้ำหนักเบาขึ้นมาก ตัวเครื่องก็บางขึ้น เป็นรุ่นที่คนชอบดีไซน์อันดับต้น ๆ iPhone 5 ยังเป็นรุ่นแรกที่หน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 4 นิ้ว และยกเลิก 30-pin connector เปลี่ยนมาใช้ lightning port เป็นครั้งแรก ส่วนซีพียูใช้ A6 dual core แรม 1 GB เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นทำงานได้เร็วขึ้นเท่าตัว กล้องอัพเป็น 8 MP มีครอบเลนส์กล้องด้วยแซฟไฟร์เพื่อการป้องกันเลนส์ที่ดีขึ้น เริ่มใช้งาน 4GLTE เป็นครั้งแรก

iPhone 5s (2013)

ดีไซน์เดิม แต่เพิ่มสีใหม่ สีทอง และเปลี่ยนแปลงปุ่ม Home ที่เพิ่ม Touch ID ระบบสแกนลายนิ้วมือ เพิ่มเข้ามา ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา สำหรับใช้ปลดล็อค หรือการยืนยันการชำระเงินการซื้อสินค้าผ่าน iTunes เป็นครั้งแรกที่เป็นระบบ 64 บิต เพิ่ม M7 นอกเหนือจาก A7 เพื่อใช้งานที่มีการเคลื่อนไหว สามารถอัดวิดีโอสโลว์โมชันได้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างก็คือ iOS 7 ที่ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนหน้าตาไปอย่างสิ้นเชิง เพิ่ม Control Center , AirDrop ปรับปรุง Notification Center

iPhone 6/Plus (2014)

เปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ยังใช้วัสดุเป็นอะลูมีเนียม แต่ปรับเปลี่ยนให้เบา และบางกว่าเดิม เอามากๆ เป็นอีกหนึ่งรุ่นยอดนิยม ด้วยความนิยมหน้าจอใหญ่ของฝั่งคู่แข่งอย่าง สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ทำให้ Apple ที่ไม่ค่อยขยับเรื่องหน้าจอ ต้องออก iPhone รุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น โดยแตกต่างกันที่ทหน้าจอ คือ 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว ที่ใช้เป็น Retina HD ครั้งแรก ความแตกต่างนอกจากขนาดหน้าจอแล้วก็คือ เรื่องกล้องที่ รุ่น 6 Plus ที่กล้องดีกว่า  แต่แล้วก็ต้องพบปัญหาคือ ตัวเครื่องบางมาก ทำให้ตัวเครื่องบิดงอง่าย โดยเฉพาะใส่ไว้ในกระเป๋าหลัง และนั่งทับ

iPhone 6s/Plus (2015)

เหมือนที่ผ่านมา รุ่น 6s นั้น Apple ก็พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากรุ่นก่อน มีการปรับพรุงให้ตัวเครื่อง บิดง่าย ได้น้อยลง โดยเปลี่ยนเกรดของวัสดุอะลูมีเนียม และปรับโครงสร้างภายใน ปรับกล้องให้ดีขึ้นเป็น  12 MP และสามารถอัพวิดีโอ 4K ได้ เพิ่มลูกเล่นใหม่อย่าง Live Photos ภาพเคลื่อนไหวได้ และหน้าจอก็มี 3D Touch ที่หน้าจอรับรู้แรงกดได้หลายระดับ และมีสีใหม่คือสีโรสโกลด์

iPhone 7/7Plus (2016)

เป็นรุ่นที่หลายคนผิดหวัง เพราะ Apple แอบขี้เกียจใช้ดีไซน์ของ iPhone 6 มาปรับเปลี่ยนใหม่เล็กน้อย โดยย้ายแถบสัญญาณมือถือที่ไม่ออกสวยออกไปจากฝาหลัง แต่เพิ่มสีใหม่คือ Jet Black เข้ามา เป็นปีที่มีไอโฟนหลากสีมากที่สุดถึง 5 สีทีเดียว บอดี้ยังใช้อะลูมีเนียมเช่นเดิม แม้ดีไซน์เดิม แต่ก็เพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลายอย่างที่น่าใช้ เช่นระบบกันน้ำ IP67, ปุ่ม Home แบบ haptic feedback สำหรับ 7 Plus ได้กล้องเลนส์คู่ เป็นครั้งแรก ช่วยให้ถ่ายภาพบุคคล เกิดเอฟเฟค Bokeh และ  หน้าชัดหลังเบลอ และหลังจากนั้นสักพัก ก็เปิดตัวรุ่น Product (RED) สีแดงสดเข้า กลายเป็น 6 สีเป็นครั้งแรกทีซีพียู A10 เป็นแบบ Fusion คือสลับกันทำงานเมื่อต้องการประสิทธิภาพสูง และช่วงพักเครื่อง ช่วยประหยัดแบตไปได้มาก

ส่วนปีนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ในไม่อีกี่ชั่วโมงนี้ก็จะได้รู้กันแล้ว